ว่าด้วยพฤติกรรมของสัตว์กับการตกปลา: SiamFishing : Thailand Fishing Community
12>
กระดาน
คห. 121 อ่าน 26,037 โหวต 55
ว่าด้วยพฤติกรรมของสัตว์กับการตกปลา
ตั้ง: 30 มิ.ย. 56, 00:47
ว่าด้วยพฤติกรรมของสัตว์กับการตกปลา
ก่อนอื่นผมต้องออกตัวก่อนว่าผมเป็นแค่ผู้หลงใหลในการตกปลาธรรมดาๆคนหนึ่ง

ไม่ใช่"เทพ" หรือ "เซียน"

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อพยายามอธิบายเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในการตกปลา
โดยใช้ "วิทยาศาสตร์" อันเป็นศาสตร์ที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆได้อย่างมีเหตุผลที่สุดในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามการนำเสนอนี้เป็นเพียงแค่ "ทฤษฎี"
ซึ่งหมายความว่ายังต้องรอการพิสูจน์
ถ้ามีผู้หาเหตุผลมาแย้งได้ ก็ขอเชิญมาร่วมสนุกกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น "อย่างเปิดกว้าง"  "สุภาพ" และ "เสรี"ครับ


ปล.รูปภาพต่างๆในกระทู้นี้ไม่ใช่ของผม และไม่ได้มีเจตนาเพื่อการค้าขาย ถ้าละเมิดน้าท่านใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับ
คห.1: 30 มิ.ย. 56, 00:56
ก่อนอื่นเราต้องมารู้จักคำนิยามต่างๆกันก่อนนะครับ

พฤติกรรม คือ กิริยาของสิ่งมีชีวิตที่แสดงออกมาเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้นทั้งสิ่งเร้าภายในและสิ่งเร้าภายนอก

พูดง่ายๆคือ "การตอบสนองต่อสิ่งเร้านั่นเอง"

เอแล้วเจ้า "สิ่งเร้า"นี่มันคืออะไรนะ??

"สิ่งเร้า" คือ สัญญาณหรือการเปลี่ยนแปลงซึ่งมีผลต่อกิจกรรมของสิ่งมีชีวิต โดยทั่วๆไปจะแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ

1.สิ่งเร้าภายในร่างกาย ได้แก่ ฮอร์โมน เอนไซม์ ความหิว ความเครียด ความต้องการทางเพศ เป็นต้น

2. สิ่งเร้าภายนอกร่างกาย ได้แก่ แสง เสียง อุณหภูมิ อาหาร น้ำ การสัมผัส สารเคมี เป็นต้น
คห.2: 30 มิ.ย. 56, 01:00
รูปตัวอย่างสิ่งเร้าภายใน เช่น ความ
รูปตัวอย่างสิ่งเร้าภายใน เช่น ความหิว
คห.3: 30 มิ.ย. 56, 01:02
นี่คือสิ่งเร้าภายนอก :grin:
นี่คือสิ่งเร้าภายนอก
คห.4: 30 มิ.ย. 56, 01:09
ซึ่งเจ้าสิ่งเร้าทั้งภายนอกและภายใน
นี่แหละจะมากระตุ้นให้ร่างกายของสิ่งมีชีวิตให้มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้นๆ
คห.5: 30 มิ.ย. 56, 01:14
"นี่ไงเร้าฉันมากใช่ไหม งาบซะ" :grin:

ส่
"นี่ไงเร้าฉันมากใช่ไหม งาบซะ"

ส่วนสิ่งเร้าภายนอกขอไม่ลงภาพนะครับ เดี๋ยวโดนใบเหลือง
คห.6: 30 มิ.ย. 56, 01:19
เอ แล้วทำไมการตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ(ต่อไปนี้ขอเรียกแทนว่า"พฤติกรรม" แทนนะครับ)
ของสิ่งมีชีวิตต่างๆถึงแตกต่างกันล่ะ??
คห.7: 30 มิ.ย. 56, 01:31
ตอบง่ายๆคือเกิดจากปัจจัยหลักๆสองประการ
คือ

1.ปัจจัยภายใน ได้แก่ ยีน (GENE) ที่คอยกำหนดลักษณะทางพันธุกรรม

ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น ปลาสวายมันไม่มีเกล็ด แต่ปลาช่อนมันมีเกล็ดเนี่ยก็เกิดจากยีนกำหนดครับ



2.ปัจจัยภายนอก ได้แก่สิ่งแวดล้อม(Environment)

ก็คือทุกๆอย่างที่อยู่รอบๆตัวเรานั่นแหละครับ

เช่นต้นไม้ ฝาผนัง การเลี้ยงดูจากพ่อแม่ เป็นต้น
คห.8: 30 มิ.ย. 56, 01:38
ตัวอย่างของการตอบสนองต่อสิ่งเร้า

ถ้าสิ่งเร้าเป็นแสงสว่าง

การตอบสนองเมื่อได้รับแสงเป็นสิ่งเร้า คนและสัตว์บางชนิดสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วเมื่อได้รับแสง เช่น

- การหรี่ตาเมื่อได้รับแสงสว่างมากเกินไป

- การที่แมลงต่างๆ บินเข้าหาแสงสว่าง

- การให้แสงสว่างในการเลี้ยงไก่ เพื่อให้ไก่กินอาหารเป็นเวลานาน ทำให้เจริญเติบโตเร็วในระยะเวลาสั้นกว่าปกติ

- ไก่ขันบอกเวลาในตอนเช้า
คห.9: 30 มิ.ย. 56, 01:42
จากรูปน้องจียอนมี"พฤติกรรม" 
"หยีตา
จากรูปน้องจียอนมี"พฤติกรรม"
"หยีตา" ตอบสนองต่อสิ่งเร้าในที่นี้คือ"แดด"นั่นเอง
คห.10: 30 มิ.ย. 56, 01:44
หรือน้องเป้ย ทนต่อสิ่งเร้าทีเป็น"ค
หรือน้องเป้ย ทนต่อสิ่งเร้าทีเป็น"ความร้อน"ไม่ได้
เลยต้องลงแช่น้ำ เป็นต้น
คห.11: 30 มิ.ย. 56, 01:47
ก็ขอจบเรื่องนิยามของสิ่งเร้าและพฤติกรรมไว้คร่าวๆเท่านี้นะครับ


ต่อไปเป็นประเภทของพฤติกรรมครับ

อันนี้ขอกล่าวคร่าวๆเท่านั้นนะครับ เพราะรายละเอียดค่อนข้างเยอะกลัวจะเบื่อกันซะก่อน
คห.12: 30 มิ.ย. 56, 01:53
พฤติกรรมแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ
พฤติกรรมแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ

1.พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด (Innate Behavior)
พูดง่ายๆ คือเป็นมา"ตั้งแต่เกิด"

ไม่ต้องสอนก็เป็นเลย เช่น  ยุงกัดเราเป็นไม่ต้องมีใครมาสอนมัน

หรือปลาชะโดกินปลาเล็กๆเป็นอาหาร

ง่ายๆแบบนี้ครับ
คห.13: 30 มิ.ย. 56, 02:01
2. พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ (Leaning
2. พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ (Leaning Behavior)

เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้โดยอาศัยประสบการณ์หรือการเรียนรู้ของสัตว์ พฤติกรรมแบบนี้ส่วนใหญ่พบในสัตว์ชั้นสูงที่มีระบบประสาทเจริญดี แต่ในสัตว์ชั้นต่ำบางชนิดก็สามารถแสดงพฤติกรรมประเภทนี้ได้

แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆดังนี้

ปล.ขออนุญาตยืมรูปของน้า pink ด้วยนะครับ

คห.14: 30 มิ.ย. 56, 02:06
1.พฤติกรรมเรียนรู้แบบแฮบบิชูเอชัน (Hab
1.พฤติกรรมเรียนรู้แบบแฮบบิชูเอชัน (Habituation)
เป็นพฤติกรรมที่สัตว์หยุดตอบสนองต่อสิ่งเร้าเดิม แม้จะยังได้รับการกระตุ้นอยู่ เนื่องจากสัตว์เรียนรู้แล้วว่าสิ่งเร้านั้นไม่มีผลต่อการดำเนินชีวิตของตัวเองเช่น

การที่นกเห็นหุ่่นไล่กา ตอนแรกๆ ก็จะกลัวไม่กล้าลงมาในนา

พอมีเพื่อนๆอีกาลองลงไปดูแล้วหุ่นไล่กาไม่สามารถทำอันตรายมันได้

หลังๆเอาหุ่นไล่กามาเป็นรังซะเลย ไม่กลัวแล้วนี่


อีกตัวอย่างนึง คือ"จ่าเฉยครับ" ตอนเห็นแว๊บก็ตกใจ พอดูใกล้ๆ "อ้าวหุ่นนี่หว่า 555"

เบียดคอสะพานเหมือนเดิม 555
คห.15: 30 มิ.ย. 56, 02:12
2.พฤติกรรมการเรียนรู้แบบฝังใจ (Imprinting)
2.พฤติกรรมการเรียนรู้แบบฝังใจ (Imprinting)  เป้นพฤติกรรมที่ตอบสนองสิ่งเร้าในช่วงแรกของชีวิตด้วยการจดจำสิ่งเร้าต่างๆ ได้ เช่น

-          การที่สัตว์ต่างๆ เดินตามแม่ เพราะสิ่งแรกที่เห็นเมื่อเกิดมาคือ แม่

-          ตัวอ่อนของแมลงหวี่ที่ฟักออกมาจากไข่จะผูกพันกับกลิ่นของพืชที่แม่แมลงหวี่วางไข่ไว้ และเมื่อโตเต็มวัยก็จะมาวางไข่บนพืชชนิดนั้น

-          ปลาแซลมอนจะฝังใจต่อกลิ่นที่ได้สัมผัสเมื่อออกจากไข่ และเมื่อเติบโตขึ้นถึงช่วงวางไข่ก็จะว่ายทวนน้ำกลับไปวางไข่ยังบริเวณแหล่งน้ำจืดที่เคยฟักออกจากไข่
คห.16: 30 มิ.ย. 56, 02:23
3. พฤติกรรมการเรียนรู้แบบลองผิดลองถ
3. พฤติกรรมการเรียนรู้แบบลองผิดลองถูก (Trial and Error)

เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกโดยการให้สัตว์มีการทดลองก่อน โดยไม่รู้ผลว่าจะดีหรือไม่ ผลของการตอบสนองจะทำให้สัตว์เกิดการเรียนรู้ที่เลือกตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เป็นผลดีหรือพอใจเท่านั้น เช่น

- เด็กเอามือไปจับยากันยุงที่ร้อน เมื่อเกิดการเรียนรู้จะไม่ทำพฤติกรรมเช่นนี้อีก

-ปลาล่าเหยื่อที่เผลอใจมาลองกัด b'freeze คราวหน้าคงคิดหนักที่จะมากินอีก
(ขึ้นอยู่กับความฉลาดของปลาด้วยครับ ถ้าฉลาดมากๆโอกาสที่มันจะพลาดซ้ำๆกับเหยื่อเดิมก็น้อยลงไป)
คห.17: 30 มิ.ย. 56, 02:36
ข้อนี้สำคัญมากๆครับสำหรับการตกกะพ
ข้อนี้สำคัญมากๆครับสำหรับการตกกะพงบ่อ 

4.พฤติกรรมการเรียนรู้แบบมีเงื่อนไข (Conditioning) เป็นพฤติกรรมการตอบสนองสิ่งเร้าทีไม่แท้จริงได้เช่นเดียวกับสิ่งเร้าที่แท้จริง เช่น

-          การทดลองของ อีวาน พาฟลอฟ นักสรีรวิทยาชาวรัสเซีย เป็นการทดลองว่า สุนัขหลั่งน้ำลายเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง

1.รูปบน เค้าเอา "อาหารหมา" ที่เป็นสิ่งเร้ามาให้หมาดู
หมามันก็อยากกิน --->>เกิด"น้ำลายไหล"(พฤติกรรม)


2.ต่อมาคุณนักวิทยาศาสตร์คนเนี๊ย เค้าเอากระดิ่งมาสั่น"กุ๊งกิ๊งๆ"
เจ้าหมาก็งงสิครับ เลยไม่ตอบสนองอะไร


3.ต่อมาเค้าเอาอาหารมาให้เจ้าตูบผู้น่าสงสารดูพร้อม"สั่นกระดิ่งไปด้วย"
เจ้าตูบเห็นกระดูกก็"น้ำลายไหล"สิครับ

4.รูปล่างสุดคราวนี้เลยลอง"สั่นกระดิ่งดูอย่างเดียว"
เสร็จโจรเจ้าตูบน้ำลายไหลครับ
คห.18: 30 มิ.ย. 56, 02:44
อ้าวแล้วมันเกี่ยวกับปลาขังยังไง

ผ
อ้าวแล้วมันเกี่ยวกับปลาขังยังไง

ผมเชื่อว่าเทพปลาขังต้องเคยได้"มันส์"
กับการ"ยิงจุดโทษ"มาแล้ว

น้าๆคงเห็นว่าเมื่อมีเสียงลูกปลาตก "กระทบ" ผิวน้ำ
เจ้ากะพงผู้น่ารักและเป็นที่หมายปองก็จะมารวมฝูงอย่างรวดเร็ว

กลไกเดียวกับ"จุ๊หมาน้อย สั่นกระดิ่ง"
ในย่อหน้าก่อนนี้นั่นเอง

บ่อในภาพเป็นตัวอย่างที่ดีของพฤติกรรมเรียนรู้แบบมีเงื่อนไข
คห.19: 30 มิ.ย. 56, 02:52
ข้อสุดท้าย

5. พฤติกรรมการเรียนรู้แบ
ข้อสุดท้าย

5. พฤติกรรมการเรียนรู้แบบใช้เหตุผล ( Reasoning ) เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกโดยใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหาต่างๆโดยไม่ต้องทดลองทำ ซึ่งเป็นการใช้ประสบการณ์หลายอย่างในอดีตมาช่วยในการแก้ปัญหาสถานการณ์ใหม่ในครั้งแรก เช่น

นักตกปลาใช้ประสบการณ์เรียนรู้ว่ากะพงบ่อเนี๊ยเขี้ยวสุดๆ กินเฉพาะยิงจุดโทษเท่านั้น
ก็เลยแก้เกม(พฤติกรรมเรียนรู้ใช้เหตุผลดังนี้)


- ตีสคิปปิ้ง เลียนแบบการตกกระทบน้ำหลายๆครั้งของปลาทูแล่ที่ถูกสาด

- เอาขันน้ำมาตักน้ำริมขอบบ่อแล้วสาดเลียนแบบการสาดปลา

-แอบเอากุ้งมาเกี่ยวเหยื่อปลอมซะเลย

-แอบเอาปลาทูแล่มาเกี่ยวเหยื่อปลอมซะเลย

-ถูกทุกข้อ
คห.20: 30 มิ.ย. 56, 03:04
รอสักครู่กำลังรวบรวมข้อมูลเรื่องสี กับการมองเห็นของปลาอยู่ครับ

ขอขอบคุณน้าๆทุกท่านเป็นอย่างมากที่ให้เกียรติมาอ่านกระทู้ของผมครับ
คห.21: 30 มิ.ย. 56, 03:15
ต่อไปจะเป็นเรื่องสีของเหยื่อปลอม
ต่อไปจะเป็นเรื่องสีของเหยื่อปลอม

ปลามองเห็นสีหรือไม่??(แปลและสรุปความมาจาก internet และนิตยสาร midwest outdoor เดือนกรกฎาคมปี 2010 ครับ)
คห.22: 30 มิ.ย. 56, 03:34
เรามองเห็นสีได้อย่างไร?? 

เอาแบบง่า
เรามองเห็นสีได้อย่างไร??

เอาแบบง่ายๆไม่ซับซ้อนนะครับเดี๋ยวจะงงไปใหญ่


การที่เราจะมองเห็นวัตถุต่างๆเป็นสีได้นั้นมีปัจจัยมาเกี่ยวข้องหลักๆ 4 ประการ

1.แหล่งกำเนิดแสง เช่น ดวงอาทิตย์ หรือหลอดไฟ ไฟฉายอะไรก็แล้วแต่

2. ตัวกลางให้แสงวิ่ง เช่น ผ่านอากาศ หรือน้ำเป็นต้น ข้อนี้มีผลต่อการหักเหของแสง

3. ตัววัตถุ ซึ่งวัตถุแต่ละอย่างจะมีคุณสมบัติการดูดกลืนแสง การสะท้อนแสง การยอมให้แสงส่องผ่าน
หรือการหักเหของแสงไม่เท่ากัน

4.ตาของเราเอง
คห.23: 30 มิ.ย. 56, 03:53
กลไกการมองเห็นวัตุเป็นสีต่างๆเป็น
กลไกการมองเห็นวัตุเป็นสีต่างๆเป็นดังนี้

1. แสงออกจากแหล่งกำเนิดแสง

2. แสงเดินทางผ่านตัวกลาง เช่น อากาศ หรือน้ำ ถ้าผ่านตัวกลางที่แตกต่างกันสองชนิด จะเกิดการหักเหของแสง
เช่นดินสอแท่งตรงๆ ถ้าใส่ไปในแก้วน้ำเราจะเห็น ดินสอเหมือนจะเบี๊ยว นี่คือ "ปรากฏการณ์หักเหของแสง"ครับ

3.แสงไปกระทบกับวัตถุ ซึ่งดังที่กล่าวไปแล้วว่า วัตถุแต่ละชนิดมีคุณสมบัติการดูดกลืนแสง การสะท้อนแสง การยอมให้แสงส่องผ่าน
หรือการหักเหของแสงไม่เท่ากัน


เอาง่ายๆนะครับ

ถ้าวัตถุนั้นดูดกลืนแสงไว้ได้หมด  >>>> เราจะเห็นวัตถุนั้นเป็นสีดำ เนื่องจากไม่มีแสงใดสะท้อนจากวัตถุนั้นมาเข้าตาเราเลย

ถ้าวัตถุนั้นดูดกลืนแสงไว้ได้บางส่วน >>>>>สีที่เรามองเห็นอาจจะออกเทาๆ หรือ แดง,เขียว, ส้ม, เหลืองก็ได้

อธิบายเพิ่มเติมนิดหนึ่งแสงจากดวงอาทิตย์นี่เรียกว่า "สเปกตรัม" เราจะเห็นเป็นแสงไม่มีสี

แต่หารู้ไม่ว่าในแสงที่มองเหมือนไม่มีสีนั้น ล้วนมีหลากหลายสีสันหลอมรวมกันเป็นแสงเดียว

ดังรูปบนกระทู้


คราวนี้ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่เราเห็นกล้วยเป็นสีเหลือง ก็เพราะกล้วยมันดูดเอาทุกสีเข้าไปในตัวมัน
แต่มันไม่สามารถ "ดูดซับสีเหลืองไว้ได้"

จึงได้ยอมปล่อยสีเหลืองมาเข้าตาของเรา

ในทำนองเดียวกันถ้าวัตถุนั้น ดูดซับได้ทุกสียกเว้นสี "ชมพู"
เราจะเห็นวัตถุนั้นเป็นสีอะไรครับ >>> ถูกต้องสีชมพูครับ

คห.24: 30 มิ.ย. 56, 04:00
4.มาถึงข้อสุดท้าย คือ จอรับภาพ "ตา"ขอ
4.มาถึงข้อสุดท้าย คือ จอรับภาพ "ตา"ของเรานั่นเองครับ

ซึ่งตาของเรานี่จะมีจอรับภาพเรียกเป็นทางการว่า "RETINA"

เรียกภาษาไทยว่า"จอประสาทตา" ทำหน้าที่รับภาพและส่งสัญญาณไปยังสมองของเรา

คห.25: 30 มิ.ย. 56, 04:09
คราวนี้ในชั้น retina ของเราจะมีเซลล์ปร
คราวนี้ในชั้น retina ของเราจะมีเซลล์ประสาทรับแสงอยู่สองชนิด
คือ

1.เซลล์รูปแท่ง(rod cell) มีหน้าที่รับรู้ความเข้มของแสง

2.เซลล์รูปกรวย(cone cell) มีหน้าที่รับรู้สีสันต่างๆ


แล้วเค้ารู้ได้ไงล่ะว่าปลามองเห็นแสงสีต่างๆหรือไม่ และรู้ได้ยังไง

ง่ายๆเลยครับเค้าเอาตาปลา(ไม่ใช่ที่เท้าเรานะครับ)

ไปผ่าแล้วย้อมสี เอาไปดูใต้กล้องจุลทรรศน์

ถ้าพบว่าปลาชนิดไหนมี cone cell ก็สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าตัวนี้มองเห็นสีได้ครับ

ซึ่งปลาที่เค้าศึกษาว่าน่าจะเห็นสีได้ก็มีปลาทอง ปลา black bass เป็นต้น

ส่วนปลาช่อนผมไม่มีข้อมูลครับ
12>
siamfishing.com © 2026